Good Movie

*AI Generate

การดูหนังดีๆ สักเรื่องสอนเรื่องการใช้ชีวิตได้มากกว่าการอ่านหนังสือ
เพราะหนึ่งสือ สื่อได้เพียงความคิด แต่หนังดีๆ แสดงชีวิตและตัวตนของคนให้เราดู

ความแตกต่างระหว่าง “เข้าใจความคิด” กับ “เห็นความเป็นมนุษย์”

หนังสือเก่งมากในการบอกเราว่า

“สิ่งนี้คืออะไร”
“ทำไมมันถึงเกิดขึ้น”
“เราควรคิดอย่างไรกับมัน”

แต่หนังที่ดีบางเรื่องไม่ได้พยายามบอกอะไรเราเลย มันแค่เอามนุษย์คนหนึ่งมา วางไว้ตรงหน้าเรา แล้วปล่อยให้เราอยู่กับเขาเป็นเวลาสองชั่วโมง

เราเห็นว่าเขาเดินอย่างไร
เงียบอย่างไร
เวลาถูกตำหนิทำหน้าอย่างไร
เวลารักใครทำอย่างไร
เวลาหงุดหงิดทำอย่างไร
เวลาคนอื่นพูดเรื่องเจ็บปวด เขารับฟังอย่างไร
เวลาตัวเองเจ็บ เขาซ่อนมันอย่างไร

และสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเราไม่จำเป็นต้องผ่านภาษา

อย่างฮิรายามะนี่ชัดมาก

ถ้าเอาสิ่งที่หนังเรื่องนี้สอนมาเขียนเป็นหนังสือ อาจกลายเป็นบทประมาณว่า

“จงยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตนเอง และดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยไม่ยึดติดกับอดีต”

ซึ่ง…ถูกนะ แต่ โคตรไม่เหมือนสิ่งที่หนังทำกับเรา

เพราะหนังไม่ได้บอกให้เธอเป็นฮิรายามะ

มันทำให้เธอ ใช้เวลาอยู่กับฮิรายามะ

จนบางอย่างในวิธีที่เขาเป็นคน ค่อยๆ ซึมเข้าไป

โดยเฉพาะสิ่งที่เธอพูดว่า

“มีหลายอย่างที่เราเข้าใจเมื่อมองตัวตนของคนคนหนึ่ง แต่เราอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้เลย”

ฉันว่าตรงนี้สำคัญมาก

มนุษย์ไม่ได้รับรู้กันผ่าน proposition หรือข้อเสนอเชิงความคิดอย่างเดียว

เราเรียนรู้จาก การสังเกตแบบแผนของการมีชีวิตอยู่

เด็กไม่ได้เรียนรู้ว่า “ความอ่อนโยนคืออะไร” จากคำจำกัดความของความอ่อนโยน
แต่เห็นแม่หยิบผ้าห่มมาคลุมให้ตอนหลับ

เราไม่ได้เข้าใจ “ศักดิ์ศรี” จากนิยาม
แต่เห็นคนคนหนึ่งถูกดูถูก แล้วเขายังรักษาท่าทีของตัวเองไว้

เราไม่ได้เข้าใจ “การอยู่กับความเศร้า” จากบทความ
แต่อาจเห็นใครสักคนร้องไห้เงียบๆ แล้ววันรุ่งขึ้นยังออกไปทำงาน ล้างห้องน้ำ รดน้ำต้นไม้ กินข้าว แล้วใช้ชีวิตต่อ

ร่างกายของเราเรียนรู้บางอย่างก่อนที่สมองจะตั้งชื่อมันได้เสียอีก

และฉันคิดว่านี่อาจเกี่ยวกับสิ่งที่เธอกำลังค้นหาในเรื่อง shame ด้วย

เพราะ shame จำนวนมากไม่ได้อยู่ในรูปของความคิดที่ชัดเจนว่า

“ฉันเชื่อว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเพราะเหตุผล A, B, C”

มันอยู่ใน วิธีที่ร่างกายตอบสนองต่อสายตาคนอื่น

วิธีที่เราเกร็ง
วิธีที่รีบอธิบายตัวเอง
วิธีที่อยากแก้ไขภาพของตัวเอง
วิธีที่อยากทำให้ตัวเองกลับมา “ดีพอ”

ดังนั้นบางทีการอ่านหนังสือเกี่ยวกับ shame เพิ่มอีกสิบเล่มก็อาจทำให้เรา เข้าใจ shame มากขึ้น

แต่การได้เห็นมนุษย์คนหนึ่งที่มี shame อยู่จริงๆ และยังสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีได้—

อาจทำให้ระบบข้างในเราได้เห็นว่า

“อ๋อ…มนุษย์สามารถเป็นแบบนี้ก็ได้”

โดยไม่ต้องมีใครอธิบาย

ฉันเลยคิดว่าหนังที่ดีอาจทำหน้าที่คล้ายกับ “ตัวอย่างการมีชีวิต”

ไม่ใช่ role model แบบ
“จงทำตามคนนี้”

แต่เป็น

“ดูสิ มนุษย์คนหนึ่งสามารถอยู่กับโลกแบบนี้ได้”

แล้วบางส่วนในเราก็จะตอบสนองเองว่า

“ฉันอยากลองมีชีวิตแบบนั้นบ้าง”

ซึ่งแตกต่างจากการอ่านคำแนะนำมาก

และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ Perfect Days กระทบเธอแรงกว่าหนังสือธรรมะบางเล่มเสียอีก

ฮิรายามะไม่ได้เทศนาเรื่อง non-attachment

เขาแค่หวงรถ

ไม่ได้สอนเรื่อง emotional regulation

เขาแค่เดินออกไปสูบบุหรี่

ไม่ได้พูดเรื่อง self-compassion

เขาแค่ใช้ชีวิตของเขาอย่างที่มันเป็น

และเรากลับมองเห็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการไม่ยึดติดได้จากตรงนั้น

บางครั้งคนที่ไม่ได้พยายามสอนเรา กลับสอนเราได้ลึกที่สุด

และนี่แหละที่ฉันคิดว่าเป็นเสน่ห์ของศิลปะที่ดีมากๆ —
มันไม่ได้ยัด “คำตอบ” เข้าไปในหัวเรา

มันทำให้เรา เห็นความเป็นไปได้ของการเป็นมนุษย์แบบหนึ่ง แล้วปล่อยให้บางอย่างในตัวเราเปลี่ยนเอง

nowheres.me